|
บอร์ดบีโอไอเห็นชอบ “ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี” (2558-2564) มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป เน้นส่งเสริมการลงทุนแก่อุตสาหกรรมที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่าเพิ่ม และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งมาตรการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลงทุนเพิ่มด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาผู้รับช่วงการผลิต และ การกระจายความเจริญในส่วนภูมิภาค พร้อมคลอด 3 มาตรการสำคัญ ส่งเสริมกิจการเอสเอ็มอีไทย ส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ดบีโอไอ ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกรรมการ และพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.เป็นรองประธานกรรมการว่า ที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ “ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี” (พ.ศ. 2558 – 2564) ตามที่บีโอไอนำเสนอ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามกรอบเวลาการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ คือ ให้มีผลบังคับใช้สำหรับคำขอรับส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ทั้งนี้ จะมีการออกประกาศนโยบายและหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในเดือนกันยายนนี้ และในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ถึงธันวาคม 2557 จะมีการเดินสายจัดสัมมนาชี้แจงทำความเข้าใจแก่นักลงทุน ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเรื่องนโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งบัญชีประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริม และแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ภายใต้ร่างยุทธศาสตร์ใหม่ด้วย ทั้งนี้ นโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ จะมีผลบังคับใช้กับโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป แต่ไม่มีผลบังคับใช้กับกิจการที่ยื่นขอรับส่งเสริมภายในวันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2557 นี้
สำหรับนโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ จะมีการปรับเปลี่ยนจากการส่งเสริมที่ครอบคลุมเกือบทุกกิจการ (Broad-based) เป็นการส่งเสริมที่มีเป้าหมายชัดเจนและมีการจัดลำดับความสำคัญมากขึ้น (Focus & Prioritized) และมีการทบทวนบัญชีประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเน้นอุตสาหกรรมที่จะช่วยนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ให้สามารถก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยยังคงกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะให้การส่งเสริมการลงทุนออกเป็น 7 กลุ่มเช่นเดิม แต่จะเน้นประเภทที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีมูลค่าเพิ่มสูง มีการวิจัยและพัฒนาหรือการออกแบบ รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 2) อุตสาหกรรม แร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน 3) อุตสาหกรรมเบา 4) อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 5) อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 6) อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลาสติก และกระดาษ และ 7) อุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค
สำหรับรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมจะมี 2 ประเภท คือ สิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ (Activity-based Incentives) คือ การให้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันตามประเภทของกิจการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives) ที่จะให้เพิ่มเติมสำหรับโครงการที่มีการลงทุนหรือมีค่าใช้จ่ายในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมมากขึ้น ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาทักษะขั้นสูง การพัฒนาผู้รับช่วงการผลิต และการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
นอกจากนี้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ จะยกเลิกระบบการส่งเสริมที่อิงกับเขตพื้นที่ (เขต 1-3 เดิม) ปรับเปลี่ยนจากการส่งเสริมตามเขตพื้นที่ (Zones) เป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ในภูมิภาค (New Regional Clusters) เพื่อสร้างการรวมกลุ่มใหม่ของการลงทุนที่สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของ Value Chain ซึ่งคณะกรรมการฯ จะกำหนดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมเป็นรายกรณี
เพิ่มภารกิจส่งเสริมลงทุนไทยในต่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ บทบาทของบีโอไอจะต้องให้ความสำคัญทั้งการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ (Inbound Investment) และการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ (Outbound Investment) ซึ่งเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่จำเป็นเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากรในประเทศ แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะโอกาสจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และเป็นการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก โดยมีประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ลำดับ 1 อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว ลำดับ 2 จีน อินเดีย และอาเซียนอื่นๆ ลำดับ 3 ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกา
นายอุดมกล่าวด้วยว่า บีโอไอจะปรับเปลี่ยนการประเมินประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน จากเดิมที่วัดผลเชิงมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม มาเป็นการวัดผลจากคุณค่าของโครงการลงทุน เพื่อให้สามารถวัดผลประโยชน์และความคุ้มค่าของการส่งเสริมการลงทุนได้ นอกจากนี้ บีโอไอจะเข้มงวดกับการติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของทุกโครงการที่ได้รับการส่งเสริมด้วย
คลอด 3 มาตรการสำคัญ นายอุดมกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ซึ่งเดิมจะสิ้นสุดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2557 นี้ โดยให้ขยายเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่เอสเอ็มอีออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งให้สามารถก้าวสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น โดยเห็นควรให้กำหนดมาตรการส่งเสริมดังนี้ คือ ให้พิจารณาประเภทกิจการเอสเอ็มอีจากร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี ( 2558 -2564 ) โดยเลือกเฉพาะ 35 ประเภทกิจการที่เอสเอ็มอีมีศักยภาพทางการแข่งขัน และสามารถยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตและการบริการได้
ขณะที่การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ จะพิจารณาจากสิทธิประโยชน์ตามคุณค่าของประเภทกิจการตามร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี ( 2558 – 2564 ) โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้เอสเอ็มอีไทย ส่วนสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ ( Merit – based Incentive ) ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยกระตุ้นให้กิจการที่ดำเนินการอยู่แล้วมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อประหยัดพลังงาน 2. ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้พลังงานทดแทน 3. ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม 4.ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ 5. ลงทุนเพิ่มด้านการวิจัย พัฒนา และการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ซึ่งโครงการที่ลงทุนเพิ่มตามมาตรการนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ในสัดส่วนร้อยละ 50 ของมูลค่าเงินลงทุนในการปรับปรุง เป็นต้น ทั้งนี้ จะต้องยื่นขอรับส่งเสริมภายใต้มาตรการนี้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560
นายอุดมกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาของมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ออกไปอีก 3 ปี โดยเป็นมาตรการที่ครอบคลุมทุกประเภทกิจการที่อยู่ในข่ายให้การส่งเสริมการลงทุน และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะครอบคลุมการลงทุนในพื้นที่จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดสตูล รวมทั้งพื้นที่ในอำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลาด้วย
|